การรักษาโรคมะเร็งปอด
โดย : ดร. นนท์ มุกดาสกุลภิบาล   เมื่อวันที่ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560   


  

การรักษาโรคมะเร็งปอด

โรคมะเร็งปอด Lung Cancer Treatment
สุขภาพ


มะเร็งปอด (Lung Cancer) คือ เซลล์ส่วนใดส่วนหนึ่งภายในปอดที่มีความผิดปกติ และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นก้อนเนื้อร้ายจนอาจแพร่กระจายไปสู่ส่วนอื่นของร่างกาย

 

ในบทความนี้จะกล่าวถึงเพียงมะเร็งปอดที่เริ่มต้นจากเนื้อเยื่อภายในปอดเอง (Primary Lung Cancer) เนื่องจากมะเร็งปอดที่ตรวจพบมีหลายชนิด และเมื่อมีการแบ่งประเภทของมะเร็งปอดที่เกิดจากเนื้อเยื่อปอดเพียงอย่างเดียวโดยดูตามขนาดของเซลล์บริเวณที่เกิดมะเร็งจะพบได้บ่อยอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (Non-small Cell Lung Cancer) พบอัตราการเกิดได้บ่อยถึง 80-85% และมะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small Cell Lung Cancer) พบได้ประมาณ 10%-15% อีกทั้งยังมีแนวโน้มในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว

 

มะเร็งปอด

 

อาการของมะเร็งปอด

 

มะเร็งปอดส่วนมากจะไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก แต่จะมีสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเกิดโรคเมื่อมีการเจริญเติบโตของมะเร็งมากขึ้น สามารถสังเกตได้จาก

 

ไอเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน

ไอปนเลือด

หายใจเหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบากเป็นระยะเวลานาน

เจ็บหน้าอก

เบื่ออาหาร

น้ำหนักลดลงโดยไม่มีสาเหตุ

ปวดหรือเจ็บขณะหายใจหรือไอ

นอกจากนี้ยังมีบางอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่พบได้น้อย เช่น หายใจมีเสียงวีด รูปร่างของปลายนิ้วและเล็บเปลี่ยนแปลงไป ไข้ขึ้นสูง กลืนอาหารลำบาก เสียงแหบ ใบหน้าและคอมีอาการบวม

สาเหตุของมะเร็งปอด

 

การสูบบุหรี่ ถือเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งชนิดนี้ถึง 85% ของสาเหตุการเกิดทั้งหมด เนื่องจากภายในบุหรี่ประกอบไปด้วยสารพิษที่เป็นอันตรายและยังมีสารก่อมะเร็งมากกว่า 60 ชนิด ซึ่งสามารถพัฒนาให้เกิดมะเร็งปอด รวมไปถึงมะเร็งชนิดอื่นอย่างมะเร็งในช่องปากและมะเร็งหลอดอาหารได้ในภายหลัง นอกจากนี้ยาสูบประเภทอื่น เช่น ยานัด ซิการ์ ยาเส้น กัญชาผสมบุหรี่ ก็ยังสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งปอดได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน สารก่อมะเร็งเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเนื้อเยื่อภายในปอดได้ทันที ซึ่งปกติร่างกายจะพยายามซ่อมแซมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่หากมีการสูดดมเข้าไปมากขึ้นจะส่งผลให้เกิดความเสียหายกับเซลล์มากขึ้นจนร่างกายซ่อมแซมไม่ทัน กระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่ผิดปกติที่สามารถกลายเป็นมะเร็งบริเวณปอดได้

 

นอกเหนือจากการสูบบุหรี่ ยังพบว่ามีสาเหตุอื่น ๆ ที่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน ได้แก่

 

สูดดมควันบุหรี่จากคนรอบข้าง หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า ควันบุหรี่มือสอง ถึงแม้ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่การได้รับควันบุหรี่จากผู้คนรอบข้างที่สูบก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดมะเร็งปอดได้ไม่แพ้กับการสูบบุหรี่โดยตรง เพราะสามารถรับสารพิษหรือสารก่อมะเร็งได้ด้วยวิธีการเดียวกัน มีผลงานวิจัยพบว่าผู้ที่อาศัยร่วมกับผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสในการเป็นมะเร็งปอดได้ถึง 20-30% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้อยู่กับผู้ที่สูบบุหรี่

ก๊าซเรดอน สารกัมมันตรังสีที่มีอยู่ทั่วไป อาจมาจากดิน หิน หรืออาจพบในอาคารบางแห่ง หากสูดดมเอาก๊าซชนิดเข้าไปมาก ๆ อาจส่งผลให้ปอดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ

สารพิษและมลภาวะ สารเคมีและมลภาวะต่าง ๆ ที่ได้รับในแต่ละวันก็เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้สูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับสารเคมีหรืออยู่ในภาคอุตสาหกรรมซึ่งทำให้ได้รับสารเหล่านี้เข้าไปเป็นประจำโดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างสารเหล่านี้ เช่น สารหนู ถ่านหิน แร่ใยหิน เบริลเลียม แคดเมียม ถ่านโค้ก ซิลิกา นิกเกิล นอกจากนี้ การได้รับเอาควันเสียจากยานพาหนะปริมาณมากจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นเป็น 50% งานวิจัยพบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตที่มีก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ที่ผลิตจากรถยนต์หรือพาหนะอื่นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดถึง 3 เท่า

ปอดมีการติดเชื้อ เนื้อเยื่อปอดที่มีการติดเชื้อหรือถูกทำลายจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคหนังแข็ง (Scleroderma) หรือวัณโรค ที่เสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในเนื้อเยื่อปอด ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้

การวินิจฉัยมะเร็งปอด

แพทย์จะสอบถามผู้ป่วยเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่วไป อาการผิดปกติที่พบ และอาจมีการตรวจการหายใจด้วยเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometer) เพื่อดูปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้า-ออกจากปอดด้วยการหายใจ รวมไปถึงพิจารณาการตรวจเลือด เพื่อหาสาเหตุของอาการผิดปกติที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ หรือการตรวจด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น

 

การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray) นิยมใช้เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยมะเร็งปอดเบื้องต้น หากพบเนื้องอกในปอดจะแสดงเป็นลักษณะโทนสีขาว-เทาให้เห็นถึงสภาพปอดของผู้ป่วย อย่างไรก็ตามวิธีนี้ไม่สามารถแยกความชัดเจนระหว่างก้อนเนื้อมะเร็งหรือสภาวะอื่น ๆ ที่อาจเกิดกับปอดได้ อย่างโรคฝีในปอด (Lung Abscess) ก่อนที่แพทย์จะตรวจด้วยวิธีอื่นเพิ่มเติม เพื่อดูอีกครั้งว่าสิ่งผิดปกตินั้นเป็นมะเร็งปอดหรือไม่ รวมถึงชนิดของมะเร็ง และการแพร่กระจายของมะเร็ง

การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือซีทีสแกน (CT-scan) เป็นวิธีการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะภายในโดยรังสีเอกซ์ก่อนที่จะสร้างออกมาเป็นภาพด้วยเครื่องมือพิเศษ เพื่อให้แพทย์สามารถเห็นเนื้อปอดได้ชัดเจนยิ่งขี้น โดยแพทย์อาจมีการตรวจด้วยวิธีนี้หลังการเอกซเรย์ทรวงอก ก่อนการทำซีทีสแกนแพทย์อาจจะฉีดสารทึบแสงให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งสารทึบแสงนี้จะทำให้สามารถตรวจพบสิ่งผิดปกติภายในปอดได้ชัดขึ้น การทำซีทีสแกนจะไม่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด และใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที

การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพทซีทีสแกน (Positron Emission Tomography-Computerised Tomography: PET-CT Scan) อาจจะมีการตรวจในกรณีหลังจากการตรวจพบสิ่งปกติที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งภายหลังการตรวจซีทีสแกน โดยจะช่วยประเมินการแพร่กระจายของมะเร็ ทำให้รู้ได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งอยู่ในขั้นใด ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยและการรักษาได้ตรงจุดมากขึ้น ก่อนทำการตรวจเพทซีทีสะแกน แพทย์จะฉีดสารกัมมันตรังสีให้แก่ผู้ป่วยก่อนผ่านเข้าเครื่องตรวจ การตรวจด้วยวิธีนี้จะไม่ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเจ็บปวด และใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที

การส่องกล้องและการตัดชิ้นเนื้อ (Bronchoscopy และ Biopsy) หากพบสิ่งผิดปกติที่คาดว่าน่าจะเป็นมะเร็งบริเวณกลางหน้าอก แพทย์อาจใช้วิธีการส่องกล้องโดยใช้ท่อขนาดเล็กสอดลงไปในหลอดลม เพื่อตรวจดูความผิดปกติของปอดและตัดชิ้นเนื้อบางส่วนออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ ก่อนทำการส่องกล้อง แพทย์อาจจะให้ผู้ป่วยรับประทานยาที่ช่วยคลายกังวล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นก่อนทำการตรวจ ซึ่งเป็นวิธีที่รวดเร็วและใช้เวลาไม่นาน

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใช้วิธีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจด้วยวิธีการข้างต้นได้ แพทย์อาจพิจารณาวิธีอื่นในการใช้ในการวินิจฉัยโรค เช่น การเจาะตัดชิ้นเนื้อผ่านผิวหนังด้วยเข็มขนาดเล็ก (Percutaneous Needle Biopsy) การผ่าตัดปอดโดยใช้กล้องส่อง (Thoracoscopy) หรือการส่องกล้องในช่องอก (Mediastinoscopy)

การรักษามะเร็งปอด

 

เมื่อได้รับผลการวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นมะเร็งปอด แพทย์จึงสามารถระบุถึงวิธีที่ใช้ในการรักษาได้ แต่ทั้งนี้ยังต้องดูจากหลายปัจจัยประกอบกันด้วย เช่น ความรุนแรงของโรคว่าผู้ป่วยอยู่ในขั้นใด ชนิดของมะเร็งปอด วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล หรือแม้แต่โอกาสในการรักษามะเร็งให้หายขาด เพื่อการวางแผนการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับประโยชน์สูงสุด

 

การผ่าตัด (Surgery) เป็นการผ่าเอาเนื้อเยื่อปอดบางส่วนที่มีเซลล์มะเร็งออกหรือผ่าตัดเอาปอดทั้งข้างออกเมื่อตรวจพบการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปทั่วปอด ทั้งนี้แพทย์อาจมีการเลาะต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงออกด้วยหากเกิดการลุกลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง วิธีนี้เป็นการรักษาที่เหมาะสำหรับมะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก

การรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือคีโม (Chemotherapy) เป็นการใช้ยาในหลายรูปแบบ เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกหรือทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายในช่วงระหว่างเวลาหนึ่ง โดยอาจจะใช้รักษาก่อนการผ่าตัดเพื่อช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น ในบางรายการทำเคมีบำบัดอาจช่วยบรรเทาอาการปวดหรืออาการอื่นของมะเร็งในระยะแพร่กระจายได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาการรักษาเคมีบำบัดในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ยาตรงเป้า (Targeted Therapy) สำหรับรักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มีเซลล์มะเร็งตอบสนองต่อยา ซึ่งจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อจากก้อนมะเร็ง เพื่อให้ทราบผลการตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อยาก่อน

การฉายแสง (Radiation Therapy) เป็นการใช้รังสีในปริมาณสูงฉายไปบริเวณที่เกิดมะเร็งปอดขึ้นโดยตรง เพื่อกำจัดเซลล์มะเร็ง มักจะใช้ควบคู่กับวิธีการรักษาอื่น ๆ เช่น การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด

โรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ยังมีโอกาสการรักษาให้หายขาดได้ หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในระยะต้นของการเกิดโรคได้เร็วมากเท่าไหร่ยิ่งส่งผลดีต่อการรักษาได้มากเท่านั้น แต่หากผู้ป่วยอยู่ในระยะที่มะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นหรือระยะสุดท้ายจะรักษาไม่หายขาด



เข้าชม: : 35





Re หัวข้อ :
รายละเอียด :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :

 
@Copyright ? 2008-2015 www.safety-stou.com
ชมรมอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้ป่วย