ท้องผูก (Constipation) คืออะไร?
โดย : ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม   เมื่อวันที่ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560   


  

ท้องผูก (Constipation) คืออะไร?

ท้องผูก Constipation
สุขภาพ

ท้องผูก (Constipation) เป็นอาการถ่ายอุจจาระน้อยกว่าปกติหรือถ่ายอุจจาระไม่ออกเป็นเวลานาน ซึ่งพฤติกรรมและความถี่ในการถ่ายอุจจาระปกติของแต่ละคนอาจมีความแตกต่างกัน แต่ในทางการแพทย์มักหมายถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์

 

ท้องผูก

 

อาการของท้องผูก

 

ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์หรือน้อยกว่าปกติที่เคยเป็น

อุจจาระมีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เป็นเม็ดเล็ก ๆ

รู้สึกถ่ายอุจจาระไม่ออก หรือถ่ายได้ไม่สุด

ถ่ายอุจจาระออกได้ยาก ต้องใช้แรงเบ่งมากหรือใช้มือช่วยล้วง อาจมีอาการเจ็บขณะถ่ายอุจจาระร่วมด้วย

ท้องอืด ปวดท้อง หรือปวดเกร็งบริเวณหน้าท้อง

ผู้ที่มีอาการในข้างต้น 2-3 ข้อ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 3 เดือน อาการท้องผูกธรรมดาหรือที่เรียกว่าท้องผูกฉับพลันอาจพัฒนากลายเป็นท้องผูกเรื้อรังที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากพบความผิดปกติในการถ่ายอุจจาระเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยหาสาเหตุไม่ได้ แม้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดลง ถ่ายมีเลือดปน ควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุที่อาจซ่อนความผิดปกติไว้  

สาเหตุของอาการท้องผูก

 

ท้องผูกเป็นอาการที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยเมื่อลำไส้มีการบีบตัวหรือเคลื่อนตัวช้าในระหว่างการย่อยอาหาร ทำให้ไม่สามารถกำจัดอุจจาระออกจากระบบทางเดินอาหารได้อย่างปกติ จึงเกิดการตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเวลานานจนมีการดูดน้ำในอุจจาระกลับ อุจจาระจึงมีลักษณะแห้ง แข็ง และมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ถ่ายออกได้ลำบาก ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกอาจมาได้จากหลายสาเหตุ เช่น

 

การใช้ยา การรับประทานยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการท้องผูกขึ้นได้ เช่น ยาลดกรดที่มีส่วนผสมของสารประกอบอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาระงับอาการทางจิต ยารักษาอาการชัก อาหารเสริมกลุ่มแคลเซียมและธาตุเหล็ก ยาระงับปวดชนิดโอปิออยด์ ยาขับปัสสาวะ

 

สภาวะทางร่างกายที่ส่งผลต่อฮอร์โมน ฮอร์โมนช่วยให้ของเหลวและการทำงานภายในร่างกายเกิดความสมดุล ดังนั้นการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือสภาวะบางอย่างที่ทำให้ฮอร์โมนเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจทำให้ฮอร์โมนเสียสมดุลในการทำงาน สามารถนำไปสู่อาการท้องผูกได้ เช่น โรคเบาหวาน การตั้งครรภ์ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ โรคลำไส้แปรปรวน

 

โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ความผิดปกติจากโรคทางด้านระบบประสาทสามารถส่งผลต่อการบีบตัวของกล้ามเนื้อลำไส้ใหญ่และทวารหนัก จึงอาจส่งผลให้เกิดการตกค้างของอุจจาระภายในระบบทางเดินอาหารและอาจนำไปสู่อาการท้องผูกได้ เช่น เส้นประสาทถูกทำลายจากโรคเบาหวาน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคพาร์กินสัน เส้นประสาทไขสันหลังบาดเจ็บ โรคหลอดเลือดในสมอง

 

การอุดตันภายในลำไส้ สภาวะบางอย่างที่ก่อให้เกิดการอุดตันภายในลำไส้ใหญ่หรือบริเวณทวารหนักอาจทำให้อุจจาระเคลื่อนตัวออกจากระบบทางเดินอาหารได้ลำบากหรือติดค้างอยู่ภายในลำไส้ เช่น  แผลปริขอบทวารหนัก ลำไส้อุดตัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภาวะอุ้งเชิงกรานหย่อน

 

นอกจากนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างหรือปัจจัยบางประการอาจเอื้อต่อการเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายมากขึ้น เช่น

 

การอั้นอุจจาระ

รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย

มีการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย

น้ำหนักตัวมากหรือน้อยเกินไป

ดื่มน้ำน้อย

ความเครียดหรือความกดดัน

ปัญหาทางด้านจิตใจ

มีภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

อยู่ในวัยผู้สูงอายุ

การวินิจฉัยอาการท้องผูก

แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยอาการท้องผูกได้โดยการสอบถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย การใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการขับถ่าย การตรวจร่างกายทั่วไป เพื่อประเมินอาการในขั้นต้น แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจจะต้องมีการตรวจพิเศษอื่น ๆ เพิ่มเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ เพื่อเป็นการยืนยันผลการตรวจร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการชักประวัติ และค้นหาสาเหตุของอาการท้องผูกที่ยังตรวจไม่พบดังนี้

 

การตรวจทางทวารหนัก เป็นการตรวจค้นหาโรคที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการท้องผูกขึ้น โดยแพทย์จะสวมถุงมือที่มีการเคลือบสารหล่อลื่น จากนั้นจึงใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในรูทวารหนัก เพื่อคลำหาว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่

การตรวจเลือด เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์สามารถค้นหาได้ว่าอาการท้องผูกเกิดมาจากสาเหตุทั่วไปหรือไม่ โดยเฉพาะการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำหรือสูงเกินไป

การเอกซเรย์ช่องท้อง เป็นการถ่ายภาพทางรังสีในบริเวณลำไส้ส่วนปลายและทวารหนักของผู้ป่วย โดยมีการสวนทวารด้วยแป้งแบเรียมที่เป็นสารทึบรังสี เพื่อดูการเคลื่อนตัวของอุจจาระผ่านเครื่องเอกซเรย์

การตรวจการทำงานของลำไส้ส่วนปลายและกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก เป็นการตรวจหาความผิดปกติในการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนควบคุมการขับถ่าย โดยการกลืนแคปซูลที่มีแถบทึบแสง ซึ่งสามารถมองเห็นได้เมื่อมีการเอกซเรย์ แล้วดูการเคลื่อนตัวจากการตรวจภาพเอกซเรย์อย่างต่อเนื่อง

การส่องกล้องตรวจ เป็นการตรวจดูการทำงานของลำไส้ใหญ่บางส่วน (Sigmoidoscopy) หรือลำไส้ใหญ่ทั้งหมด (Colonoscopy) ด้วยกล้องเฉพาะทางการแพทย์ ซึ่งจะถูกสอดเข้าไปทางทวารหนัก 

การตรวจวัดกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก แพทย์จะมีการสอดท่อที่มีบอลลูนขนาดเล็กติดอยู่ที่ปลายอุปกรณ์เข้าไปทางทวารหนัก แล้วให้ผู้ป่วยพยายามใช้แรงเบ่งออกมา ซึ่งเครื่องจะสามารถวัดแรงดันหรือการบีบตัว เพื่อตรวจดูการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทบริเวณทวารหนัก

การรักษาอาการท้องผูก

อาการท้องผูกสามารถรักษาได้หลายวิธี โดยต้องดูสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกขึ้นเป็นหลัก ซึ่งสามารถทำได้โดย



เข้าชม: : 37





Re หัวข้อ :
รายละเอียด :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :

 
@Copyright ? 2008-2015 www.safety-stou.com
ชมรมอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้ป่วย