ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคท้องเสีย (Diarrhea)
โดย : ดร. ศิรพงศ์ รักต์เธียรธรรม   เมื่อวันที่ : พฤหัสบดี ที่ 25 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2560   


 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคท้องเสีย (Diarrhea)

 

 โรคท้องเสีย Diarrhea

สุขภาพ

ท้องเสีย หรือ อุจจาระร่วง (Diarrhea) เป็นอาการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่าปกติ หรือในบางครั้งถ่ายเป็นมูกปนเลือดหลังจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าไป โดยอาการจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ในบางรายอาจอาการเรื้อรังนานหลายสัปดาห์ ซึ่งอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ ได้ เช่น โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) หรือโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome: IBS)  

 

โรคอุจจาระร่วง

 

อาการท้องเสีย

 

อาการของโรคที่พบได้บ่อย จะมีการถ่ายอุจจาระเหลว ถ่ายเป็นน้ำมากกว่า 3 ครั้งขึ้นไป หรือถ่ายเป็นมูกปนเลือด 1 ครั้งหรือมากกว่านั้นภายใน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการตะคริวที่บริเวณหน้าท้อง ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อ่อนเพลีย รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว และมีไข้

 

ถึงแม้ท้องเสียจะเป็นอาการที่ไม่ร้ายแรง แต่อาจสร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วยและเป็นเรื้อรังจนก่อให้เกิดโรคอื่น ๆ ตามมาในภายหลัง ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้    

 

เกิดภาวะขาดน้ำหรือมีอาการของโรคมากกว่า 2 วัน (สำหรับเด็กเล็กหรือทารกหากมีอาการเกิน 1 วัน ควรรีบพาไปพบแพทย์ เนื่องจากเสี่ยงกับการเสียชีวิตภายใน 1-2 วัน จากภาวะขาดน้ำ)

มีอาการปวดอย่างรุนแรงในช่องท้องหรือทวารหนัก

ไข้ขึ้นสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส

ถ่ายอุจจาระมีเลือดหรืออุจจาระเป็นสีดำ

สาเหตุของท้องเสีย

โดยปกติลำไส้จะดูดซึมสารอาหารในรูปแบบของเหลวจากสิ่งที่รับประทานเข้าไปในร่างกายจนเหลือแต่กากใยทิ้งไว้ แต่เมื่อเกิดอาการท้องเสียขึ้น ทำให้ลำไส้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ สารอาหารเหล่านั้นจึงไม่ถูกดูดซึมและถูกขับออกมาจากร่างกาย ซึ่งการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นมูกเลือดนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

 

การติดเชื้อแบคทีเรีย การติดเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนของเชื้อ Campylobacter, Salmonella, Shigella หรือ Escherichia coli (E. coli) เข้าไปในร่างกาย

การติดเชื้อไวรัส มีไวรัสหลายชนิดที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย เช่น rotavirus, norovirus, cytomegalovirus, herpes simplex virus, viral hepatitis ฯลฯ โดยเชื้อไวรัส rotavirus เป็นสาเหตุของการเกิดอาการท้องเสียในเด็กมากที่สุด ซึ่งสามารถหายได้ภายใน 3-7 วัน แต่อาจจะก่อให้เกิดปัญหาในการย่อยและดูดซึมแล็กโทสที่พบในน้ำนมได้

การได้รับเชื้อปรสิต เชื้อปรสิตสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน และอาศัยอยู่ในระบบย่อยอาหารของคนเรา เชื้อปรสิตที่มักพบ คือ Giardia lamblia, Entamoeba histolytica และ Cryptosporidium

โรคระบบทางเดินอาหารและระบบลำไส้ผิดปกติ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของอาการท้องเสีย เช่น โรคโครห์น (Crohn’s Disease) โรคลำไส้อักเสบ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง โรคเซลิแอคหรือแพ้กลูเตน โรคลำไส้แปรปรวน 

แพ้อาหารหรือธาตุอ่อน บางคนมีปัญหาในการย่อยสารอาหารบางประเภทหรือที่เรียกว่า ภูมิแพ้อาหาร เช่น การแพ้แล็กโทส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่พบมากในนมหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม หรือสารทดแทนความหวานในปริมาณมาก ก็อาจก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน

การตอบสนองต่อยาบางประเภท เช่น ยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคมะเร็ง และยาลดกรดที่มีแมกนีเซียม ก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้

การผ่าตัดกระเพาะอาหาร ในผู้ป่วยบางรายที่เคยเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะอาหารบางส่วนออกไป อาจเกิดภาวะการดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ เนื่องจากเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอาหารไม่ถูกย่อยทำลายเมื่อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จึงเล็ดลอดไปสู่ลำไส้เล็กและสร้างสารพิษขึ้น ส่งผลให้ผนังลำไส้เล็กเกิดอาการอักเสบ ไม่สามารถดูดซึมน้ำและอาหารได้เป็นปกติ ทำให้เกิดอาหารท้องเสียขึ้น 

ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ (Dehydration) กับอาการท้องเสีย

อาการที่ควรระวังมากที่สุด คือ ภาวะร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ (หรือที่เรียกว่า อิเลคโทรไลต์) ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบการทำงานหลักอื่น ๆ ในร่างกาย ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งโดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะอาจทำให้อวัยวะภายในเกิดความเสียหาย ร่างกายเกิดอาการช็อก และหมดสติ

 

สำหรับในผู้ใหญ่ สัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายกำลังเผชิญกับภาวะขาดน้ำสังเกตได้จาก มีอาการกระหายน้ำมากกว่าปกติ ปัสสาวะน้อยกว่าปกติและมีสีเข้ม ผิวแห้ง มีอาการเมื่อยล้า วิงเวียนศีรษะ ฯลฯ ส่วนในทารกและเด็กเล็ก จะพบว่ามีอาการปากและลิ้นแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา มีการถ่ายปัสสาวะน้อยภาย 3 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ดวงตาบุ๋มเล็กน้อย มีไข้สูง กระสับกระส่ายหรือหงุดหงิด เป็นต้น

 

แม้ว่าการดื่มน้ำมาก ๆ จะช่ว่ยป้องกันภาวะขาดน้ำ แต่ร่างกายยังคงต้องการเกลือแร่อยู่ ดังนั้นหากเกิดภาวะการขาดน้ำในผู้ใหญ่ นอกจากการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอแล้ว ควรรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมแร่ธาตุวิตามินให้กับร่างกาย หรือเครื่องดื่มเกลือแร่ แต่ในเด็กเล็กที่มีอาการท้องเสีย ผู้ปกครองควรให้รับประทานผงน้ำตาลเกลือแร่ หรือ โออาร์เอส (ORS) เพื่อบรรเทาภาวะการขาดน้ำเบื้องต้น

 

การวินิจฉัยอาการท้องเสีย

 

อาการท้องเสียสามารถเกิดได้หลายสาเหตุ โดยขั้นแรกแพทย์จะซักถามประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเบื้องต้นในกรณีที่อาการของโรคไม่รุนแรง แต่หากอาการรุนแรงหรือสาเหตุไม่ชัดเจน แพทย์จำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด การตรวจอุจจาระ การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

 

การรักษาอาการท้องเสีย

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีการรักษาเฉพาะ แต่สิ่งที่จำเป็น คือ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป หรืออาจรับประทานผงน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส (ORS) เพื่อบรรเทาอาการ หรือรับประทานยาสามัญตามเภสัชกรแนะนำ เช่น ยาหยุดอาการท้องเสียก็สามารถช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นได้ แต่ในกรณีที่ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดจากการติดเชื้อปรสิตหรือแบคทีเรียไม่ควรรับประทานยาประเภทนี้ เนื่องจากจะเป็นการกักเก็บเชื้อโรคหรือของเสียไว้ในลำไส้ ทำให้อาการท้องเสียหายได้ช้าลงหรือแย่ลงกว่าเดิม แต่ควรปรึกษาแพทย์ในการรับประทานยา ซึ่งแพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านจุลชีพให้  

 

การดูแลตนเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการท้องเสีย ควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานอาหารและความสะอาดเป็นหลัก ผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำซุป ขนมปัง และควรหลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง ไขมันสูง เครื่องดื่มคาเฟอีน ของหวาน ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับนม และอาหารรสจัด หากมีอาการอ่อนเพลียจากการเสียน้ำและเกลือแร่ ควรดื่มผงน้ำตาลเกลือแร่ โออาร์เอส (ORS) โดยจิบทีละนิด และจิบบ่อย ๆ

 

หากอาการดีขึ้นแล้ว สามารถรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีกากใยสูง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีหรือโปรไบโอติก เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว ซึ่งมีส่วนในการช่วยลำไส้ย่อยอาหาร ที่สำคัญควรระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ

 

การป้องกันอาการท้องเสีย

 

ท้องเสียสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน การรักษาความสะอาดและเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยเป็นการป้องกันที่ดีสุด หรือปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นเหล่านี้

 

ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหารหรือสัมผัสกับอาหาร หลังการเข้าห้องน้ำ หรือจับสิ่งสกปรกอื่น ๆ เพื่อป้องกันแพร่กระจายของเชื้อโรค

ในกรณีที่ไม่สามารถล้างมือได้ ควรใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกรับประทานอาหารอย่างระมัดระวัง เช่น รับประทานของร้อน อาหารที่สะอาด สดใหม่ หลีกเลี่ยงผักผลไม้สดที่ล้างไม่สะอาด เนื้อสัตว์ดิบ และผลิตภัณฑ์ประเภทนม

ไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องนาน ๆ ควรเก็บเข้าตู้เย็น เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

ควรทำความสะอาดบริเวณที่มีการเตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการล้างมือให้สะอาด ขณะเตรียมอาหาร

เลือกดื่มน้ำที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ  



เข้าชม: : 35





Re หัวข้อ :
รายละเอียด :
รูปประกอบ : Limit 100 kB
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ชื่อของท่าน :

 
@Copyright ? 2008-2015 www.safety-stou.com
ชมรมอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มสธ
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ศูนย์ดูแลผู้ป่วย